ช่วงนี้ข่าวตะวันออกกลางกลับมาน่ากังวลอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 รายภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงเจ้าหน้าที่แพทย์ด้วย แม้จะยังมีกรอบหยุดยิงที่เปราะบางอยู่ก็ตาม โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่ามีการโจมตีจุดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยแพทย์ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ ขณะที่ Reuters รายงานว่าตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 74 ราย และสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง
คำถามคือ ถ้าอิสราเอลยังเดินหน้าปฏิบัติการในเลบานอนต่อ ความเสี่ยงจะลามไปถึงราคาทอง หุ้น น้ำมัน หรือสินทรัพย์อื่น ๆ มากแค่ไหน?
ส่วนตัวผมมองว่าทองคำอาจได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ถ้าความตึงเครียดในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้น เพราะเวลาตลาดกังวลเรื่องสงคราม นักลงทุนมักลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือทองมากขึ้น
น้ำมันก็น่าจับตาเหมือนกัน เพราะตะวันออกกลางยังเป็นพื้นที่สำคัญต่อพลังงานโลก หากความขัดแย้งขยายวง หรือกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันอาจมีแรงเก็งกำไรขึ้นมาได้ แม้เหตุการณ์ตอนนี้จะอยู่ที่เลบานอนเป็นหลักก็ตาม
ส่วนตลาดหุ้นอาจโดนกดดันในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยง เช่น สายการบิน ท่องเที่ยว ขนส่ง หรือหุ้นเติบโตที่ราคาสูงอยู่แล้ว แต่บางกลุ่มอาจได้แรงเก็งกำไร เช่น พลังงาน ทองคำ เหมืองทอง หรือกลุ่มป้องกันประเทศ
อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานการณ์ไม่ลุกลาม ตลาดอาจรับข่าวแล้วกลับไปโฟกัสเรื่องดอกเบี้ย ผลประกอบการ และเศรษฐกิจเหมือนเดิม เพราะหลายครั้งข่าวสงครามทำให้ตลาดตกใจช่วงสั้น แต่ถ้าไม่มีการขยายวง ราคาสินทรัพย์ก็อาจแกว่งแล้วค่อยนิ่งลง
ใครมองยังไงบ้างครับ ถ้าความขัดแย้งอิสราเอล–เลบานอนยืดเยื้อ ควรถือทองเพิ่มไหม หรือควรไปดูหุ้นกลุ่มพลังงาน เหมืองทอง และตราสารหนี้แทน
อิสราเอลโจมตีเลบานอน เสียชีวิต 51 รายรวมเจ้าหน้าที่แพทย์ ถ้าสงครามยืดเยื้อจะกระทบราคาทอง หุ้น หรือน้ำมันแค่ไหนครับ
Started by ปั่นสล็อตไปซื้อเกี้ยว on 2026년 05월 12일 1:03 오전
0votesLog in
openRecent comments
ผมว่าทองน่าจะเป็นตัวแรก ๆ ที่ตลาดหันไปมองครับ ถ้าสงครามยังไม่จบง่าย ๆ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักใช้ทองเป็นที่พักเงินเวลาข่าวโลกตึงเครียด
แต่ถ้าราคาทองขึ้นแรงแล้ว ผมไม่ค่อยอยากไล่ซื้อเหมือนกัน อาจใช้วิธีทยอยสะสมตอนย่อมากกว่า เพราะข่าวสงครามบางทีทำให้ราคาพุ่งเร็ว แล้วพอมีข่าวเจรจาหรือหยุดยิง ราคาก็ย่อลงเร็วเหมือนกัน
แต่ถ้าราคาทองขึ้นแรงแล้ว ผมไม่ค่อยอยากไล่ซื้อเหมือนกัน อาจใช้วิธีทยอยสะสมตอนย่อมากกว่า เพราะข่าวสงครามบางทีทำให้ราคาพุ่งเร็ว แล้วพอมีข่าวเจรจาหรือหยุดยิง ราคาก็ย่อลงเร็วเหมือนกัน
น้ำมันก็น่าดูนะครับ ถึงเลบานอนไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันหลัก แต่ถ้าความขัดแย้งลากไปเกี่ยวกับอิหร่านหรือเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ตลาดน้ำมันอาจตื่นทันที
หุ้นที่น่าจับตาก็พวกพลังงาน โรงกลั่น หรือบริษัทที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง แต่ต้องระวังเหมือนกัน เพราะถ้าน้ำมันขึ้นแรงเกินไป หุ้นสายการบินกับขนส่งอาจโดนกดดัน
หุ้นที่น่าจับตาก็พวกพลังงาน โรงกลั่น หรือบริษัทที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง แต่ต้องระวังเหมือนกัน เพราะถ้าน้ำมันขึ้นแรงเกินไป หุ้นสายการบินกับขนส่งอาจโดนกดดัน
ผมคิดว่าตลาดหุ้นโดยรวมอาจไม่ได้พังทันที ถ้าเหตุการณ์ยังจำกัดอยู่ในเลบานอน
ตราสารหนี้ระยะสั้นก็น่าสนใจนะครับในช่วงข่าวแบบนี้
สำหรับผม ข่าวแบบนี้ทำให้เห็นว่าพอร์ตไม่ควรมีอย่างเดียวครับ
ถ้ามีแต่หุ้น พอสงครามมาก็เครียด
ถ้ามีแต่ทอง แล้วข่าวคลี่คลาย ทองย่อก็เครียด
ถ้ามีแต่เงินสด ก็กลัวเสียโอกาส
ทางกลางอาจเป็นหุ้นระยะยาว + ทองบางส่วน + ตราสารหนี้ + เงินสดไว้รอจังหวะ แบบนี้รับมือข่าวโลกได้ดีกว่า.
ถ้ามีแต่หุ้น พอสงครามมาก็เครียด
ถ้ามีแต่ทอง แล้วข่าวคลี่คลาย ทองย่อก็เครียด
ถ้ามีแต่เงินสด ก็กลัวเสียโอกาส
ทางกลางอาจเป็นหุ้นระยะยาว + ทองบางส่วน + ตราสารหนี้ + เงินสดไว้รอจังหวะ แบบนี้รับมือข่าวโลกได้ดีกว่า.
ถ้ามองมาที่หุ้นไทย ผมว่าข่าวอิสราเอลโจมตีเลบานอนอาจไม่ได้กระทบตรง ๆ แบบวันเดียวเห็นผลชัดทุกกลุ่ม แต่จะกระทบผ่าน “ความรู้สึกเสี่ยงของตลาด” กับ “ต้นทุนพลังงาน” มากกว่าครับ
อย่างแรกที่ต้องดูคือราคาน้ำมัน ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มลาม หรือทำให้ตลาดกังวลเรื่องเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นได้ ซึ่งในตลาดหุ้นไทยกลุ่มที่ถูกพูดถึงก่อนน่าจะเป็นพลังงานกับโรงกลั่น เช่น หุ้นน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมีบางตัว อาจมีแรงเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามา แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าน้ำมันขึ้นจากข่าวสงคราม ไม่ใช่ขึ้นจากดีมานด์จริง ราคาหุ้นอาจวิ่งสั้นแล้วโดนขายทำกำไรได้เหมือนกัน
กลุ่มที่อาจโดนกดดันคือสายการบิน ขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนสูง เพราะถ้าราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนจะเพิ่มทันที แต่รายได้อาจไม่ได้ปรับขึ้นตามเร็วขนาดนั้น โดยเฉพาะสายการบิน ถ้าน้ำมันแพงพร้อมกับความกังวลเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกขายก่อน แม้ธุรกิจพื้นฐานยังไม่ได้เสียหายทันที
อีกกลุ่มที่ต้องดูคือท่องเที่ยวและโรงแรม ถ้าสงครามยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เดิม ผลกระทบอาจไม่มาก แต่ถ้าข่าวเริ่มแรงจนกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือทำให้ค่าเดินทางสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน กลุ่มท่องเที่ยวไทยอาจโดนแรงกดดันทางจิตวิทยาได้เหมือนกัน
ส่วนหุ้นทองหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับทองในไทย อาจได้แรงสนใจมากขึ้นถ้าราคาทองโลกขึ้นแรง เพราะเวลามีข่าวสงคราม นักลงทุนมักหันไปมองทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ถ้าจะเล่นหุ้นที่เกี่ยวกับทองหรือเก็งกำไรตามราคาทอง ผมว่าต้องดูจังหวะดี ๆ เพราะทองมักขึ้นเร็วจากข่าว และย่อเร็วถ้ามีสัญญาณเจรจาหรือความตึงเครียดลดลง
สำหรับ SET โดยรวม ผมคิดว่าข่าวแบบนี้อาจทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงชั่วคราวได้ โดยเฉพาะถ้าตลาดโลกแดงพร้อมกัน นักลงทุนต่างชาติอาจลดความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ก่อน หุ้นไทยที่สภาพคล่องสูงหรือเป็นตัวใหญ่ ๆ อาจโดนขายตามภาพรวมตลาด แม้ธุรกิจไม่ได้เกี่ยวกับสงครามโดยตรง
แต่ในมุมกลับกัน ถ้าหุ้นไทยย่อลงเพราะแรงตกใจระยะสั้น บางกลุ่มที่พื้นฐานยังดีและไม่ได้โดนต้นทุนพลังงานกระทบหนัก อาจกลายเป็นโอกาสสะสมได้เหมือนกัน เช่น กลุ่มที่รายได้ในประเทศค่อนข้างนิ่ง หุ้นปันผลดี หรือหุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคง
ผมเลยคิดว่าถ้าจะรับมือข่าวนี้ในตลาดหุ้นไทย ไม่ควรรีบไล่ซื้อหุ้นพลังงานเพราะเห็นน้ำมันขึ้นอย่างเดียว และก็ไม่ควรขายหุ้นทั้งหมดเพราะกลัวสงครามทันที ควรดูว่าพอร์ตเรามีหุ้นกลุ่มไหนเยอะ ถ้าหนักสายการบิน ขนส่ง หรือท่องเที่ยวมาก อาจต้องระวังความผันผวนเพิ่ม แต่ถ้ามีพลังงาน ทอง เงินสด หรือตราสารหนี้ช่วยถ่วงบ้าง พอร์ตจะรับข่าวแบบนี้ได้ดีกว่า
สรุปสำหรับผม หุ้นไทยที่น่าจับตาจากข่าวนี้คือพลังงาน โรงกลั่น ทอง และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันหรือความเสี่ยงโลก ส่วนกลุ่มที่ต้องระวังคือสายการบิน ขนส่ง ท่องเที่ยว และหุ้นที่อ่อนไหวกับต้นทุนพลังงาน แต่ทั้งหมดนี้ควรดูเป็นจังหวะสั้นถึงกลางมากกว่า อย่าเข้าตามข่าวโดยไม่มีแผนออกครับ
อย่างแรกที่ต้องดูคือราคาน้ำมัน ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มลาม หรือทำให้ตลาดกังวลเรื่องเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นได้ ซึ่งในตลาดหุ้นไทยกลุ่มที่ถูกพูดถึงก่อนน่าจะเป็นพลังงานกับโรงกลั่น เช่น หุ้นน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมีบางตัว อาจมีแรงเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามา แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าน้ำมันขึ้นจากข่าวสงคราม ไม่ใช่ขึ้นจากดีมานด์จริง ราคาหุ้นอาจวิ่งสั้นแล้วโดนขายทำกำไรได้เหมือนกัน
กลุ่มที่อาจโดนกดดันคือสายการบิน ขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนสูง เพราะถ้าราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนจะเพิ่มทันที แต่รายได้อาจไม่ได้ปรับขึ้นตามเร็วขนาดนั้น โดยเฉพาะสายการบิน ถ้าน้ำมันแพงพร้อมกับความกังวลเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกขายก่อน แม้ธุรกิจพื้นฐานยังไม่ได้เสียหายทันที
อีกกลุ่มที่ต้องดูคือท่องเที่ยวและโรงแรม ถ้าสงครามยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เดิม ผลกระทบอาจไม่มาก แต่ถ้าข่าวเริ่มแรงจนกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือทำให้ค่าเดินทางสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน กลุ่มท่องเที่ยวไทยอาจโดนแรงกดดันทางจิตวิทยาได้เหมือนกัน
ส่วนหุ้นทองหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับทองในไทย อาจได้แรงสนใจมากขึ้นถ้าราคาทองโลกขึ้นแรง เพราะเวลามีข่าวสงคราม นักลงทุนมักหันไปมองทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ถ้าจะเล่นหุ้นที่เกี่ยวกับทองหรือเก็งกำไรตามราคาทอง ผมว่าต้องดูจังหวะดี ๆ เพราะทองมักขึ้นเร็วจากข่าว และย่อเร็วถ้ามีสัญญาณเจรจาหรือความตึงเครียดลดลง
สำหรับ SET โดยรวม ผมคิดว่าข่าวแบบนี้อาจทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงชั่วคราวได้ โดยเฉพาะถ้าตลาดโลกแดงพร้อมกัน นักลงทุนต่างชาติอาจลดความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ก่อน หุ้นไทยที่สภาพคล่องสูงหรือเป็นตัวใหญ่ ๆ อาจโดนขายตามภาพรวมตลาด แม้ธุรกิจไม่ได้เกี่ยวกับสงครามโดยตรง
แต่ในมุมกลับกัน ถ้าหุ้นไทยย่อลงเพราะแรงตกใจระยะสั้น บางกลุ่มที่พื้นฐานยังดีและไม่ได้โดนต้นทุนพลังงานกระทบหนัก อาจกลายเป็นโอกาสสะสมได้เหมือนกัน เช่น กลุ่มที่รายได้ในประเทศค่อนข้างนิ่ง หุ้นปันผลดี หรือหุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคง
ผมเลยคิดว่าถ้าจะรับมือข่าวนี้ในตลาดหุ้นไทย ไม่ควรรีบไล่ซื้อหุ้นพลังงานเพราะเห็นน้ำมันขึ้นอย่างเดียว และก็ไม่ควรขายหุ้นทั้งหมดเพราะกลัวสงครามทันที ควรดูว่าพอร์ตเรามีหุ้นกลุ่มไหนเยอะ ถ้าหนักสายการบิน ขนส่ง หรือท่องเที่ยวมาก อาจต้องระวังความผันผวนเพิ่ม แต่ถ้ามีพลังงาน ทอง เงินสด หรือตราสารหนี้ช่วยถ่วงบ้าง พอร์ตจะรับข่าวแบบนี้ได้ดีกว่า
สรุปสำหรับผม หุ้นไทยที่น่าจับตาจากข่าวนี้คือพลังงาน โรงกลั่น ทอง และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันหรือความเสี่ยงโลก ส่วนกลุ่มที่ต้องระวังคือสายการบิน ขนส่ง ท่องเที่ยว และหุ้นที่อ่อนไหวกับต้นทุนพลังงาน แต่ทั้งหมดนี้ควรดูเป็นจังหวะสั้นถึงกลางมากกว่า อย่าเข้าตามข่าวโดยไม่มีแผนออกครับ
ผมว่าถ้าข่าวเลบานอนยังแรงต่อ หุ้นไทยบางกลุ่มก็อาจโดนทางอ้อมเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้นทุนพลังงานมีผลเยอะ เช่น ขนส่ง สายการบิน วัสดุก่อสร้าง หรือกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก
Log in to reply.
